ตำนานเทพกรีก : ตอนที่ 28 เมดูซ่า (Medusa)

ตำนานเทพเจ้าเมดูซ่า เป็นชื่อที่ทำให้นึกถึงนางมารร้ายที่มีผมเป็นงู แต่คำว่า เมดูซ่า – Medusa เป็นคำที่มีมานานมากแล้วที่ยังคงเป็นรากศัพท์ไว้ในหลายๆ ภาษาโบราณ เช่น ในภาษาสันสกฤต คือ “เมธา ในภาษากรีก คือ Metis และในภาษาอียิปต์โบราณ คือคำว่า Met หรือ Maat มีแหล่งกำเนิดจากตำนานของประเทศลิเบีย ที่นำเข้ามารวมในตำนานกรีกทีหลัง เป็นที่นับถือของชาวลิเบียโบราณว่าเป็น เทพแห่งงู หรือเจ้าป่าเจ้าเขาผู้มีอำนาจดุร้าย

ในยุโรปสมัยโบราณ ยุคหิน งู ยังไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย ซึ่งเป็นทัศนคติตามคริสตศาสนาที่เกิดขึ้นมาภายหลัง หากเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ และก็อาจเป็นไปได้ที่ว่าเมดูซ่าเจ้าแม่ผู้ทรงพลังจากสังคมโบราณ เป็นเค้าเงื่อนที่ชาวอินเดียนำไปผูกเป็น เจ้าแม่ทุรคา หรือ กาลี ก็ได้

เมดูซ่านั้นแต่เดิมทีหลายพันหลายหมื่นปีมาแล้วก็คงเป็นเจ้าป่า เจ้าเขาที่มีอำนาจ มีผมขอดหยิกหยักถักเป็นเปียเล็กๆ ทั่วทั้งหัวแบบชาวอัฟริกัน (แบบที่เรียกว่า dreadlocks) ที่ดูคล้ายงูในสังคมดึกดำบรรพ์ ที่ยังนับถือยกย่องให้ผู้หญิงเป็นใหญ่ ภายหลังที่สังคมกรีกกลายมาให้ผู้ชายเป็นใหญ่ ภาพพจน์ของเมดูซ่าก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เนื่องจากเทพบุรุษเข้ามาแทนที่เทพสตรีในสังคมกรีก

ในช่วงพันปีแรกของอาณาจักรกรีก จนมาถึงประมาณ 600 ปีก่อนคริสตศตวรรษ วิหารบูชา เมดูซ่าก็ถูกทำลายลงไปไม่เหลือซาก ชาวกรีกคงเอามาผูกเป็นตำนานให้เป็นนางมารร้ายไปในภายหลัง ชื่อของเธอก็กลายไปเป็นเพียงตำนานแห่งความพ่ายแพ้ที่ถูกฆ่าโดย เพอร์ซีอุส แล้วชาวกรีกก็ถ่ายทอดพลังอำนาจของเมดูซ่ามาให้เทพีอาเธน่าผู้เป็นเทพสตรีตัวอย่างของสังคม ที่ชาวกรีกต้องการใช้เป็นแบบอย่าง คือรักษาพรหมจรรย์และรับใช้ครอบครัว ยึดมั่นในความซื่อสัตย์จงรักภักดีและเทิดทูนเทพปริณายกซูสพระบิดาเหนือตนเอง

ตามตำนานกรีกนั้นเมทิส แม่ของเมดูซ่าและพี่น้องอีกสองสาว ทั้งเมดูซ่าและพี่สาวแต่เดิมนั้นเป็นสาวงามมาก ต่อมาเมทิสแม่ของนางถูกเทพเทพปริณายกซูสข่มขืนแล้วกลืนลงท้องไป เมทิสเป็นเจ้าแห่งปัญญา และสามารถแปลงร่างต่างๆ ได้ ซูสจึงอาศัยพลังปัญญาและเวทย์มนต์ของเมทิสมาเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง ช่วยให้ซูสมีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าเทพทั้งปวง และยังสามารถแปลงร่างได้ดังใจนึก ไปเอาสตรีมากมายเป็นภรรยาได้ในภายหลัง พลังของเมทิสสำลักออกทางหน้าผากของซูส กลายเป็นเทพธิดาอาเธน่า ผู้ได้รับมรดกทางปัญญาจากเมทิสผู้เป็นแม่

ตั้งแต่เกิดมาอาเธน่าก็ถือเมดูซ่าเป็นศัตรูคู่แค้นที่จักต้องพิฆาตให้ดับสิ้น เพราะในบรรดาพี่น้อง มีแต่เมดูซ่าผู้เดียวที่เป็นมนุษย์ พี่สาวชาวกอร์กอนทั้งสองร่วมท้องแม่ของเธอมีสถานะเป็นเทพจึงฆ่าไม่ตาย อาเธน่าจึงหันมาหาทางทำลายเมดูซ่าแต่ผู้เดียว ในบรรดาลูกแม่เดียวกันทั้งหมด

วันหนึ่งในวิหารอาเธน่าที่ชาวกรีกสร้างไว้บูชาสักการะแต่ละเทพเป็นวิหารๆ ไป เทพีอาเธน่า เป็นเทพอุปถัมภ์ของสาวพรหมจารีที่สตรีพรหมจรรย์ชาวมนุษย์มักไปบูชา สาวงามเมดูซ่าที่มีชายมากหลายหมายปองก็ไปบูชาเทพีอาเธน่ายังวิหารตามปกติ เทพโปเซดอนได้ประจักษ์เห็นความงามของนางแล้วก็ต้องการครอบครองโดยใช้กำลังขืนใจ อาเธน่าจึงได้โอกาสใส่ความว่า เมดูซ่าบังอาจลบหลู่นางด้วยการสู่สมในวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ แล้วฉวยโอกาสสาบเมดูซ่าให้กลายเป็นมารร้ายน่าเกลียดน่ากลัว และสาปให้ผมอันสวยงามลือชื่อของนางกลายเป็นงูเต็มหัว จากสาวงามเลื่องชื่อ ต้องมากลายเป็นมารร้ายที่น่าชิงชัง ขยะแขยงจนใครที่ได้เห็นจะต้องกลายเป็นหินไป เมดูซ่าทั้งชอกช้ำ ทั้งอับอาย ก็แปรความเจ็บช้ำที่ได้รับให้กลายเป็นความเคียดแค้นชิงชัง ต้องการทำร้ายหมายมาดทุกชีวิตที่ขวางหน้าโดยทำให้กลายเป็นหินไปจากการมองหน้าของนาง เป็นการตอบโต้ความอยุติธรรมที่ทำให้นางต้องรับชะตากรรมอันโหดร้ายเมดูซ่าจึงกลายเป็นมารร้าย ผู้เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดในตำนานกรีก มีทั้งภาพสลัก รูปปั้นต่างๆ ของเมดูซ่าตามวิหารต่างๆ มากมาย

ผู้ที่ฆ่าเมดูซ่าได้คือ เปอร์ซีอุส เมื่อเปอร์ซีอุสตกหลุมรักโพลีเดคเทสก็ต้องออกล่าหาเมดูซ่า เพื่อตัดหัวมาตามสัญญาที่ให้ไว้กับเทพอาเธน่า ซึ่งรอคอยหาคนมากำจัดเมดูซ่าให้อยู่นานแล้ว เพราะความเป็นเทพของนางทำให้ไม่สามารถไปแสดงอำนาจพาลได้ถนัด ยังต้องอาศัยเหตุผลข้ออ้าง และน้ำมือคนอื่นไปกำจัดศัตรูให้ กี่คนมาแล้วที่ต้องการไต่เต้าสร้างวีรกรรมที่ได้กลายเป็นหินไปหมด

ทันทีที่เปอร์ซีอุสมาเข้าทางตน เทวีอาเธน่าก็กุลีกุจอปรากฏตัวขึ้นทันทีเพื่อช่วยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนกำจัดเมดูซ่าของนางโดยราบรื่น เจ้าแม่จึงช่วยบอกทางให้เปอร์ซีอุสไปยังซามอส อันเป็นที่พำนักของนางกอร์กอนสามพี่น้อง เทพีอาเธน่าก็ได้ประทานโล่ที่เป็นเงามันวับเหมือนกระจก แล้วช่วยให้ภาพปรากฏของนางมารทั้งสาม เพื่อเปอร์ซีอุสจะได้เห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร และเตือนไม่ให้มองหน้าเมดูซ่าตรงๆ เพราะจะทำให้กลายเป็นหินไปเสียก่อน

จากนั้นเทวีอาเธน่าก็ให้อนุชาคือเทพเฮอร์มีส (ที่ชาวโรมันเรียกว่าเมอร์คิวรี่นั่นเอง) ซึ่งก็เป็นเทพบุตรของ ซูสอีกผู้หนึ่ง ไปนำดาบโค้งของโครนัสมาให้เปอร์ซีอุสเพื่อใช้ฆ่าเมดูซ่า เพื่อให้เป็นหลักประกันว่าเปอร์ซีอุสจะปฏิบัติการได้สำเร็จ ก็ต้องอาศัยของวิเศษอื่นๆ อีก เจ้าแม่จึงช่วยบอกอุบายรายละเอียด และชี้ทางให้เปอร์ซีอุสไปหานางแม่มดสามพี่น้องแห่งเกรยี ผู้เป็นแม่เฒ่ามาตั้งแต่เกิด นางทั้งสามมีตาเพียงดวงเดียว และมีฟันเพียงซี่เดียว ต้องแบ่งกันใช้ แต่ก็ทะเลาะเบาะแว้งแย่งตาแย่งฟันกันมาชั่วชีวิต เปอร์ซีอุสจึงอาศัยความชุลมุนจากการแก่งแย่งนั้น เข้าไปขโมยดวงตาและฟันพวกแม่มดเกรยีมา เพื่อบังคับให้นางทั้งสามบอกทางไปหานางนิ้มฟ์ผู้ใจดีแห่งอุตรทิศ แล้วจึงจะคืนตาและฟันให้

เมื่อเปอร์ซีอุสรู้ทางแล้วก็ไปหานางนิมฟ์ผู้ใจดี ผู้ให้ยืมรองเท้ามีปีกที่ทำให้เหาะได้ หมวกวิเศษที่ทำให้ล่องหนได้ และกระเป๋าวิเศษเพื่อไว้ใส่หัวเมดูซ่า เมื่อได้ของวิเศษต่างๆ แล้ว เพอร์ซีอุส ก็เข้าไปยังถ้ำของนางมารกอร์กอนสามพี่น้อง เมื่อไปถึงก็พบว่าเมดูซ่ากำลังนอนหลับกับพี่สาวทั้งสอง เปอร์ซีอุสก็ได้เทวีอาเธน่าที่ตามมาช่วยอยู่ตลอดเวลา ช่วยถือโล่ให้จากภาพเงาของเมดูซ่าในโล่มันวับ เปอร์ซีอุสก็ตัดหัวเมดูซ่าขาดแล้วเก็บใส่ถุงวิเศษทันที เลือดไหลนองออกจากคอของเมดูซ่า ก่อกำเนิดเกิดออกมาเป็นม้ามีปีก เปกาซัส แล้วเมดูซ่าก็จบสิ้นความระทมทุกข์ทรมานจากชีวิตอันโหดร้ายของเธอ ส่งผลให้เพอร์ซีอุสกลายเป็นวีรบุรุษอมตะผู้ปราบมารของชาวกรีกไป


http://writer.dek-d.com/dekrakfuji/story/viewlongc.php?id=327048&chapter=28

27 responses to this post.

  1. น่ากลัว บรื๊อออออออออออ

    ตอบกลับ

  2. น่าสงสารเมดูช่า ทั้งถูกขืนใจแถมยังถูกเทพีอธีนารังแกด้วย แล้วยังต้องมาตายอีก ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน

    ตอบกลับ

  3. Posted by RF Wars 2.9 RELEASED !! on 23 กุมภาพันธ์ 2012 at 23:13

    อยากได้ดวงตาเมดูซ่าจังอ่ะ

    ตอบกลับ

  4. Posted by เมลี่เวอร์ แจส on 4 มีนาคม 2012 at 20:42

    กด like เลย อ่านแล้วชอมากกก น่ากลัวววว่ะ สนุกม๊าากกก….หุหุหุหุ..ฮิฮิ

    ตอบกลับ

  5. Posted by นาคเฝ้าคัมภีร์ on 1 เมษายน 2012 at 14:29

    ฎีกาขอความเป็นธรรมให้๓พี่น้องกอร์กอน(Gorgon)
    กอร์กอนคนโต-Stheino
    กอร์กอนคนกลาง-Euryale
    กอร์กอนคนเล็ก-Medusa
    ทั้ง๓พี่น้องเป็นบุตรีแห่ง รากษส(อสูรน้ำ)และธิดาพญานาค ครอบครัวนี้เป็นชาวกรีก ในยุคเทพกรีกเรืองอำนาจ กอร์กอนทั้ง๓มีความงามเลิศเป็นที่สุด(สวยมากๆ)แห่งยุค โดยเฉพาะ กอร์กอน เมดูซ่า(Medusa-มธุรสา) น้องคนเล็กที่มีทั้งความงาม และความเยาว์วัย เป็นที่หมายปองของเหล่าบุรุษชาวกรีก โดยเฉพาะบุรุษชาวทะเลทั้งหลาย แต่ไม่มีผู้ใดสามารถชนะใจเหล่ากอร์กอนได้ ประวัติศาสตร์กรีกระบุว่า เมดูซ่าได้เป็นภรรยาลับของโปไซดอน เทพแห่งท้องทะเล ทั้งที่ในความจริงนั้น บรรดาทวพเทพแห่งยอดเขาโอลิมปัส เป็นเพียงเรื่องสมมุติที่ชาวกรีกได้ยกเอานักเวทย์ทั้งหลายในยุคนั้นขึ้นเป็นเทพเจ้าทั้งสิ้น เนื่องจากชาวกรีกเชื่อว่าผู้ใดมีฤทธิ์บันดาลสิ่งต่างๆได้คือเทพเจ้า เรื่องของเมดูซ่าน่าจะเป็นนักเวทย์หนุ่มผู้หนึ่งที่หากินทางทะเล(ชาวประมง)และยกตนขึ้นเป็นเทพเจ้าไปได้เสียกับอมนุษย์สาวนาม เมดูซ่า(อาจรวมถึงพี่ทั้ง๒ของเธอด้วย) แต่เมื่อเมดูซ่าได้เป็นภรรยาลับของ(นักเวทย์หนุ่ม)โปไซดอน กลับทรนงตนคิดว่าตนมีอำนาจตามสามี จนถึงกับกล้าประกาศท้าทายว่าผมของตนนั้นงามกว่าผมของ(นักเวทย์หญิง)เทพีอธีน่า(เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องจริง!) จนอธีน่าโกรธ(หรือรับไม่ได้?) สาปเมดูซ่าและพี่ทั้ง๒ ให้มีผมเป็นงูเมื่อบรรดาลโทสะ และเมื่อสบตาใคร คนผู้นั้นจะ(ตาย)กลายเป็น(รูปปั้น)หิน(ปูน)ทันที โดยการเร่งให้เกิดปฏิกิริยา “โปรตีนกลายพันธุ์”อย่างเฉียบพลัน(โปรตีนกลายพันธุ์นี้ก็คือพิษของสัตว์ทั่วไป) เนื่องจากเหล่ากอร์กอนมีเชื้อสายพญานาค จึงน่าจะมีพิษธาตุดินที่สามารถยุติการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายได้ เมื่อถูกเร่งปฏิกิริยาจึงทำให้พิษทวีความรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว กลายเป็นพิษที่เร่งกระแสคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในร่างกายสังเคราะห์น้ำในส่วนต่างๆของร่างกายของคนที่สบตาเหล่ากอร์กอนให้กลายเป็นหินปูน(แบบเดียวกันกับการเกิดหินงอกหินย้อยในธรรมชาติ)โดยเริ่มจากดวงตาก่อน ทั้งนี้การกลายเป็นหินปูนไม่นับรวมเสื้อผ้าและเครื่องประดับติดตัว(เหล่ากอร์กอนคือเหยื่อของการดัดแปลงพันธุกรรม!!!) และถูกเนรเทศให้ไปใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวบนเกาะร้างกลางทะเล(ป้องกันไม่ให้ใครรู้ความจริงและหาวิธีล้างคำสาปให้เหล่ากอร์กอน) ทั้งๆที่เหล่ากอร์กอนก็อยู่อย่างสงบบนเกาะนั้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีพวกอยากรู้อยากเห็นตามจนเจอที่อยู่ของเหล่ากอร์กอน และได้ตกอยู่ในภวังค์ความงาม(ไม่ใช่ความอัปลักษณ์!)ของเหล่ากอร์กอน จนถูกสบตาและกลายเป็นหิน
    เหล่ากอร์กอนดูเหมือนจะมีผมเป็นงูตลอดเวลา เนื่องจากความเครียดขึ้นสมองเรื่องคำสาป(คล้ายนางพญาผมขาว)และอาจเป็นเพราะว่า ถึงแม้พวกตนจะถูกสาปและเนรเทศ แต่โปไซดอนก็ยังแวะเวียนไปสมสู่(ขืนใจ)กับเมดูซ่าอยู่เสมอ โดยที่เมดูซ่าน้อยและพี่ๆมิอาจขัดขืนได้ และเพราะว่าเหล่ากอร์กอนไม่สามารถทำอันตรายโปไซดอน(อาจเพราะมีฤทธิ์มากกว่า) แม้เหล่ากอร์กอนจะโกรธเกลียดโปไซดอน แต่ไม่สามารถทำอะไรได้จึงกลายเป็นความกลัว เมื่อโปไซดอนไปหาเส้นผมจึงไม่กลายเป็นงู พี่ๆเองก็น้ำท่วมปากจะบอกหรือขอความช่วยเหลือจากใครก็ไม่ได้ ไม่นานโปไซดอนก็เริ่มเบื่อเหล่ากอร์กอน และทางสภาเทพ(ความจริงน่าจะเป็นสภานักเวทย์) กลัวว่าความลับ(ความเลว)ของโปไซดอนจะถูกเหล่ากอร์กอนเปิดโปง จึงมีการสั่งเก็บเมดูซ่าโดยอ้าง(ต่อสื่อ)ว่า กอร์กอนเป็นอันตรายต่อมนุษย์(และสังคม)จึงต้องกำจัด โดยให้บุตรแห่งจอมเทพ(จอมเวทย์)ซีอุส นามว่า เปอร์ซีอุส เป็นผู้ไปกำจัด โดยหารู้ไม่ว่าเวลานั้น เมดูซ่ากำลังตั้งท้องลูกแฝด!!! เมื่อเปอร์ซีอุสสังหารเมดูซ่า และตัดศรีษะไปเป็นหลักฐาน ลูกแฝดได้คลอดออกมาก่อนกำหนดและหยดไหลปนออกมากับโลหิตของเมดูซ่า บุตรชายคนแรกหัวอ่อนจึงถูกแต่งตั้งเป็นกษัตริย์แลกกับการปิดปากเรื่องของแม่และป้าๆ ส่วนคนที่สองหัวแข็งจึงถูกสาป!!! กลายเป็นม้าเปกาซัส เพื่อปิดปากเรื่องแม่ตนเอง(เป็นม้าบอกใครก็ไม่ได้) ส่วนกอร์กอนอีกสองตนได้หนีตายออกจากเกาะไปพร้อมกับความเคียดแค้นและคำสาปติดตัว ไปเก็บตัวอยู่ในช่องแคบกลางทะเลแห่งหนึ่ง กอร์กอนทั้งสองกลายเป็นโรควิตกจริต หวาดระแวง กลัวถูกฆ่า จนความเครียดสะสม ทุกครั้งที่มีคนล่องเรือผ่านช่องแคบนี้ กอร์กอนทั้งสองจะเครียดเพราะคิดว่าเป็นคนที่มาตามฆ่า และออกไปดูพร้อมกับความเครียดนั้น ทำให้คนบนเรือกลายเป็นหิน จนกระทั่งเฮอร์คิวลิส บุตรอีกคนของซีอุสที่กำลังทำภารกิจผ่านมา(ระหว่างทำภารกิจก็หาข่าวกอร์กอน?) และได้สังหารกอร์กอนทั้งสอง โดยอ้างว่าทำเพื่อส่วนรวม(อีกแล้ว)เป็นอันปิดคดีอันแสนเจ็บปวดและเศร้าใจของเหล่ากอร์กอนและตัวผู้เขียนเองที่ได้วิเคราะห์เรื่องราวนี้มาอย่างถ้วนถี่ดีแล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง หวังว่าท่านผู้อ่านทั้งหลายคงเห็นใจกอร์กอนเหล่านี้ เพราะในสังคมปัจจุบัน ความงามที่บุรุษใดก็แตะต้องไม่ได้แบบกอร์กอน มีอยู่ทั่วไป

    ตอบกลับ

  6. Posted by แอล on 3 เมษายน 2012 at 20:58

    น่าสงสารเมดูซ่าจังเลยอ่ะ

    ตอบกลับ

  7. Posted by ไอซ์ซี่ on 12 เมษายน 2012 at 15:46

    สงสารเมดูซ่ามากค่ะT^T ความยุติธรรมเอ๋ย…เจ้าอยู่ที่ใด…

    ตอบกลับ

  8. อยากจะร้องไห้

    ตอบกลับ

  9. มันมากๆแต่ก็เศร้านะ

    ตอบกลับ

  10. Posted by นาคเฝ้าคัมภีร์ on 17 สิงหาคม 2012 at 17:47

    กลุ่มลูกพี่ลูกน้องของเหล่ากอร์กอนก็ไม่แตกต่างครับ
    ๑.Grey women(นางผมเทา/Graiae/Graeae-กราเอีย) พวกนางเป็นสามพี่น้องที่แก่มาก แต่ละนางชื่อDeino Enyo และ Pephredo ที่แปลกก็คือ สามพี่น้องนี้มีตาอยู่ตาเดียว และ ฟันหนึ่งชุดต้องผลัดกันใช้ เมื่อเปอร์ซีอุสเดินทางไปฆ่าเมดูซ่าจำเป็นต้องต้องเดินทางไปเอาของวิเศษ ๓ อย่างจากนางไม้ทางเหนือซึ่งพวกนางผมเทาเท่านั้นที่รู้แต่ก็ไม่ยอมบอก ว่ากันว่ากลุ่มนางผมเทานี้เป็นพี่ของกลุ่มกอร์กอน?! เปอร์ซีอุสได้แย่งตาและฟันมา แล้วถามคำถามที่ต้องการทราบ ทีแรกพวกนางไม่ยอมบอก แต่ทนหิวไม่ไหวสามพี่น้องจึงยอมบอกทางให้อย่างละเอียด เพื่อที่จะได้ดวงตา และฟันคืน แต่ท้ายที่สุดเมื่อยอมบอกทางแล้ว เปออร์ซีอุส กลับขโมยตาและฟันของพวกนางไป!

    จากการรวมตำนานหลายๆสำนวน ผู้เขียนคิดว่า กลุ่มนางผมเทานี้ ต้องเป็นนักค้าข่าวด้วย แต่พวกนางรู้มากจนเกินไปจึงถูกสาป! ตาหนึ่งดวงที่พวกนางใช้ น่าจะคล้ายกับไฟฉายไว้ช่วยส่องทาง(ถ้าสังเกตจะเห็นว่า พวกนางถูกคำสาปที่ดวงตาเช่นเดียวกับกลุ่มกอร์กอน) การเหลือตาดวงเดียวก็เพื่ไม่ให้รู้เห็นอะไรมาก เหลือฟันหนึ่งชุด เพื่อไม่ให้พูดมาก

    เนื่องจากประวัติเมดูซ่าก่อนโดนสาปนั้น นางเคยเป็นสาวรับใช้ของอธีน่ามาก่อน แล้วจึงมาเป็นภรรยาน้อยของโปไซดอน นางอาจแค่พูดเปรยๆกับพวกพี่ๆว่า ผมของนางสวยงามกว่าอธีน่า แต่กลุ่มนางผมเทาเอาไปพูดต่อปากต่อปากจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ มีผลให้พวกนางทั้งหมดถูกสาป และอีกข้อสังเกตหนึ่ง คือ เมื่อเปอร์ซีอุสไปถึงเกาะที่เหล่ากอร์กอนอาศัย เปอร์ซีอุสไม่สามารถแยกเมดูซ่าออกจากพวกพี่ๆในกลุ่มได้ แสดงว่า กอร์กอนทั้งสามนาง เป็น”แฝดสาม!!!”

    เมดูซ่าต้องสิ้นชีพ เพราะความอยากดังของพวกครึ่งเทพ!

    ตอบกลับ

  11. Posted by บีเบย์ on 27 สิงหาคม 2012 at 15:46

    ชอบมาก แอบดราม่านิดๆน่าฉงฉาน

    ตอบกลับ

  12. น่ากลัวมากเลยอ่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    ตอบกลับ

  13. สนุกมากคร้าา

    ตอบกลับ

  14. Posted by นู๋พูน on 24 ตุลาคม 2012 at 15:08

    สงสารเมดูซ่าจัง คนสวยทำไมต้องถูกฆ่าด้วย ผิดด้วยหรือที่เธอเกิดมาสวยเกินชาวบ้านชาวเมืองเขา
    แต่เราก็ไม่รู้ต้นเหตุที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร คิดดูแแล้วก็น่าจะเป็นอย่างที่ตำนานเล่าไว้

    ตอบกลับ

  15. Posted by นาคเฝ้าคัมภีร์ on 11 ธันวาคม 2012 at 18:12

    ตำนานเทพปกรนัม ตอน มหมากาพย์นิทานกอร์กอน
    นางน้ำ๓พี่น้องกอร์กอน(กัญญ์กุล-ตระกูลหญิงสาว?!)เป็นหญิงรับใช้ในวิหารเทพีอธีน่า ทั้ง๓เป็นบุตรีของอสูรน้ำโฟร์เสิส(Phorcys-ประเสริฐ!?)กับอสุรีน้ำซีโท(Ceto-เจโต?/จิตรา!?)
    กลุ่มกอร์กอน ประกอบด้วย
    คนโต-สเธโน(Stheino-สุธินี?/สุทินา?/สุธนี?)
    คนรอง-ยูริอาลี(Euryale-ยุรยาตร?)
    คนเล็ก-เมดูซ่า(Medusa-มธุรสา?/เมธัสา?/เมธิสา?)
    พวกนางเป็นแฝดสาม!
    กลุ่มกอร์กอนมีพี่น้องคือ นางน้ำอีคิดเน่(Echidne-อชีรณา=ไม่แก่!?)และกลุ่มนางน้ำกราเอีย(Graeae-การุณยา/กุลยา/กันตยา)
    กลุ่มกราเอีย ประกอบด้วย
    คนโต-อนายโอ(Enyao-อนัญญา?/อนันตญา?)
    คนรอง-เดโน(Deino-ธีรนาถ?/ธีรนา?/ธยานี?)
    คนเล็ก-เพมฟรีโด(Pemphredo-เปรมปรีด์?/เปรมปรีดา?)
    ทั้งหมดได้ชื่อกลุ่มว่า โฟร์สิส(Phorcid-ประสิทธิ์?!) เพราะเป็นทายาทของโฟร์เสิสผู้เคยเป็จ้าวสมุทรมาก่อนโพไซดอน!(เราคาดว่าหลังจากฟรเสิสถูกยึดอำนาจเหล่าทายาทของโฟร์เสิสก็ถูกจับไปเป็นเชลยศึกเพื่อป้องกันโฟร์เสิสทำการกบฏ!) ทั้งๆที่พวกนางมีศักดิ์เป็นของพระแม่ธรณีกาย่า/ไกอา(Gaia)!
    อีคิดเน่ถูกกระทำเยี่ยงสัตว์ นางถูกสาปให้ท่อนล่างกลายเป็นงูลาย!และถูกบังคับให้จับคู่กับเจ้าพ่องูทายฟอน(Typhon)ให้กำเนิดทายาท(ลูกบางตนน่าจะเป็นแค่ลูกบุญธรรมที่ถูกบังคับให้เลี้ยง!)๕ตน ได้แก่
    ๑.ลาดอน(Ladon)-งู๑๐๐เศียร(บาตำราว่า๑๐๐ตา)(งูแฝด๑๐๐หัว?!)
    ๒.เคลเบรุส(Cerberus)-สุนัข๓เศียร(สุนัขแฝด๓หัวผู้อาภัพ?!)
    ๓.ไฮดรา(Hydra)-งูแฝด๙หัว(งูสเต็มเซลล์๙หัว?!)
    ๔.คิเมร่า(Chimera)-อสูรลูกผสม(สัตว์พิการตัดต่อพันธุกรรม?!)
    ๕.ออร์ธรุส(Orhtrus)-สุนัข๒เศียร(สุนัขแฝด๒หัว?!)
    กอร์กอนนั้นน่าจะถือเพศพรหมจรรย์ เพราะเป็นหญิงรับใช้ในวิหารอธีน่า แต่ด้วยความงามทำให้เหล่ากอร์กอนโดยเฉพาะเมดูซ่า ผู้ซึ่งมีผมสวยงามเป็นพิเศษกว่าพี่ทั้งสองนาง จนมีชายหนุ่มมาติดพันมากมาย แต่นางก็ไม่ปันใจให้ชายใด จนวันหนึ่งโพไซดอนจ้าวสมุทรผ่านมาพบเข้า และใช้กำลังข่มขืนนาง!(อาจสมยอมก็ได้?!) แต่ไม่เฉพาะเมดูซ่าเท่านั้น พี่อีก๒นางของเมดูซ่าก็น่าจะตกเป็นภรรยาลับโพไซดอนเช่นกัน! เราคาดว่าหลังจากได้เป็นภรรยาโพไซดอนแล้ว เมดูซ่าได้พยายามเทียบชั้นกับเทวีอธีน่าอย่างเงียบๆ(เพราะน่าจะเคยถูกจิกหัวใช้มานาน!) โดยการแอบนินทากับเหล่าพี่น้อง(กราเอียเลยโดนหางเลข)ว่า”ผมของเทวีอธีน่าจะงามเท่าผมเราไหมหนอ?”แต่พวกกราเอีย(ซึ่งน่าจะเป็นนางพยากรณ์ในตำหนักอธีน่า)คงเอาไปพูดต่อจนรู้ถึงหูอธีน่า นางจึงกล่าวหาว่าเมดูซ่าก้าวร้าวอย่างให้อภัยไม่ได้และใช้ข้ออ้างนี้สาปกอร์กอนทั้งหมด(รวมถึงกลุ่มกราเอียด้วย!) กลุ่มกอร์กอนถูกสาปให้ผมพันกันยุ่งเหยิงเพราะความเครียจนกลายเป็นรูปงู(ผมขยับได้คล้ายนางพญาผมขาว)และด้วยความงามของใบหน้า อธีน่าจึงสาปให้ใครกล้าสบตาพวกนาง(ด้วยความเสน่ห์หา?)ขอให้มันผู้นั้นกลายเป็นหิน(ปูน)! จากนั้นก็เนรเทศเหล่ากอร์กอนไปอยู่เกาะร้างที่ไม่มีใครรู้จักกลางทะเล(เกาะนี้น่าจะอยู่ในการปกครองของอธีน่าเพราะผู้มีฤทธิ์นั้นจะมีอำนาจในเขตที่ตนดูแลเท่านั้น!มียุคหนึ่งเหล่าเทพกรีกแย่งชิงกันเป็นเทพประจำเมืองมนุษย์อย่างเอาตาย น่าจะเป็นเพราะจะได้ควบคุมสาปแช่งให้พรคนในเมืองตนได้อย่างสะดวก)เพื่อให้ความเครียดถึงขีดสุด!(ตามเงื่อนไขคำสาป) แต่กอร์กอนนั้นมีความอดทนเกินคาดไม่ยอมเสียจริตง่ายๆ(อาจเครียดบ้างเวลาโพไซดอนมาหา) อธีน่าจึงต้องกระตุ้นคำสาป(ไม่กล้าฆ่ากอร์กอนเองเพราะเกรงใจโพไซดอน)โดยการส่งนักฆ่าขึ้นไปบนเกาะ! แต่ด้วยคำสาปที่ตัวเองให้กอร์กอนไว้ทำให้เหล่านักฆ่าที่สบตาหมู่นางกอร์กอน(จนใจละลาย)ทุกคนกลายเป็นหินไป!(เออ..มีประโยชน์เหมือนกันแฮะ!) บางตำราว่ากอร์กอน(หลังถูกสาป)กายท่อนล่างมีเกล็ดเหมือนปลา(กระโปรงชุดเกราะ?) ปีกทองเหลืองติดไหล่(เครื่องช่วยบินอย่างกินรีที่ถอดปีก/หางได้-มโนราห์?) มือทองเหลือง(กรงเล็บทองเหลืองสวมนิ้ว-อาวุธป้องกันตัว?) มีงายื่นออกจากปาก(หน้ากาก?) โพไซดอนอาจให้ไว้ป้องกันตัว หลังจากส่งนักฆ่าไปไม่สำเร็จ แผน๒ของอธีน่า คือ ให้นักฆ่าปลอมตัวเป็นชาวประมงทำทีว่า เรือแตก พายุพัดหลงมา ฯลฯ ขึ้นเกาะ คราวแรกๆนั้นกอร์กอนก็หลงเชื่อ! แต่ด้วยเครื่องป้องกันทำให้กอร์กอนปลอดภัย(และเหล่านักฆ่าก็เป็นหินไปตามระเบียบ) แต่ผลพลอยได้ที่อธีน่าต้องการก็สำเร็จ! นางทำให้กอร์กอนกลายเป็นโรคจิต หวาดระแวงคนแปลกหน้า การติดเกาะทำให้เหล่ากอร์กอนขาดน้ำ(ตามประสาคนติดเกาะ)และน้ำอาบก็ไม่มี(ผมคงรุงรังน่าดู) เมื่อเกิดโทสะร่างกายจะขาดน้ำและถ้าติดเกาะด้วย ความเครียดย่อมทับถมจนกลายเป็นความแค้น!คำสาปทำอะไรโพไซดอนไม่ได้ก็จริงแต่โพไซดอนก็แก้คำสาปไม่ได้เช่นกัน ทำให้กอร์กอนแค้นพวกเทพกรีกอย่างถึงที่สุดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ภายหลังเมื่อเหล่ากอร์กอนพบคนแปลกหน้าบนเกาะ พวกนางก็แยกไม่ออกว่าเป็นคนธรรมดารึนักฆ่า ทำให้บนเกาะนี้มีหุ่นหินทั้งนักฆ่าและชาวประมง(ทั้งตัวจริงตัวปลอม)อยู่มากมาย กลายเป็นที่กล่าวขวัญถึงความดุร้ายของเหล่ากอร์กอน จนกระทั่ง เพอร์ซีอุส บุตรแห่งซุส(เป็นลูกผสม) ได้เข้ามาในตำนานของกอร์กอน ตำนานว่า กอร์กอนนั้น๒นางแรกเป็นอมร ฆ่าไม่ตาย มีเมดูซ่านางเดียวที่ไม่เป็นอมตะ(จริงๆแล้วที่ว่าเป็นอมรนั้นน่าจะหมายถึงคนธรรมดาไม่มีปัญญาฆ่าได้ต่างหาก! พวกเทพกรีกก็เหมือนกัน เพราะพวกนี้ มีเลือดเนื้อแบบมนุษย์แล้วจะไม่ตายได้ไง?) ก่อนเดินทางมาฆ่ากอร์กอน(ซึ่งโพไซดอนคงไม่สนใจแล้ว!) อธีน่าได้มอบหมวกวิเศษใส่แล้วหายตัวได้และโล่วิเศษ พร้อมสอนวิธีฆ่าเมดูซ่าว่า”กอร์กอนมีอำนาจมาก อย่าให้นางเห็นตัวและห้ามมองหน้า(สบตา)นางโดยตรง จงสวมหมวกนี้เข้าถึงที่อยู่กอร์กอน และใช้โล่แทนกระจกส่องดูเมดูซ่าแล้วค่อยตัดหัวนางซะ!” ทางเฮอร์เมสเองก็ให้ยืมรองเท้าวิเศษใช้สำหรับเหาะไปฆ่าเมดูซ่า และดาบใบโค้งสำหรับตัดคอเมดูซ่า แต่!ยังขาดถุงวิเศษที่ใส่ได้สารพัดไว้ใส่หัวเมดูซ่า(กระเป๋า๔มิติของโดเรมอน?!)ซึ่งแม้แต่เทพกรีกก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน พวกที่รู้คือ กลุ่มนางกราเอียที่โดนลงโทษพร้อมกอร์กอน! หลังถูกสาปพวกนางถูกเรียกเหยียดว่า”นางผมเทา(Grey wemen)บ้างเรียกนางผมขาว” ซึ่งพวกนางถูกสาปให้ตาบอด!(ถูกควักตา?!)และเปลี่ยนลูกแก้วพยากรณ์ของพวกนางให้เป็นตาเทียมเพียงดวงเดียวไว้เวียนกันใช้!(เราคาดว่าตาดวงนี้มีกลุ่มกราเอียเท่านั้นที่ใช้ได้ ถ้าอยู่ในมือคนอื่นพวกนางไม่น่ามองเห็น) แต่พวกนางมีรึจะยอมให้น้องตนเองตาย?เพอร์ซีอุสจึงสวมหมวกหายตัวแล้วย่องเข้าไปขโมยตาของพวกนางขณะกำลังยื่นส่งให้กันอยู่! พวกนางอ้อนวอนขอดวงตาคืน แต่เพอร์ซีอุสบังคับให้พวกนางบอกที่อยู่ของถุงวิเศษ แต่พวกนางไม่ยอมบอก เพอร์ซีอุสจึงรอจนพวกนางหิวโหยเพราะขาดตาไว้มองหาอาหาร(บ้างว่าพวกนางมีฟันอีกชุดไว้แบ่งกันใช้และเพอร์ซีอุสแย่งไป ทำให้พวกนางอดอยาก เรื่องฟันนี้น่าจะเป็นตำนานที่แต่งเสริมเข้ามา เป็นการอธิบายตอบโจทย์ในเชิงวัตถุนิยม(รูปธรรม)ในยุคนั้นที่ว่า พวกนางขาดดวงตาทำไมถึงหิว?เลยแต่งเสริมตอบว่าเพราะมีฟันด้วยแต่โดนแย่งไป) สุดท้ายพวกนางทนหิวไม่ไหว จึง(น่าจะ)บอก(อ้อมๆ)ว่า ให้ไปหานางไม้ทิศอุดร เมื่อเพอร์ซีอุสรู้จึงฉลองศรัทธาโดยการนำดวงตานั้นไปทิ้งซะ! แล้วไปหานางไม้ซึ่งคงเต็มใจให้ถุงวิเศษและอวยพรให้(คงติดใจความหล่อของเพอร์ซีอุส?!) จากนั้นจึงเดินทางไปฆ่าเมดูซ่า!
    เมื่อถึงเกาะร้างของกอร์กอน เปอร์ซีอุสก็สวมหมวกหายตัวไม่ให้เหล่ากอร์กอนเห็นตัว แต่เพอร์ซีอุสเองก็มองหน้ากอร์กนตรงๆไม่ได้(เพราะอธีน่าสอนมา!) จึงใช้โล่ที่คงใสเหมือนกระจกเงา แต่คงเป็นกระจกเบี้ยวๆแบบกระจกลวงตา! เพอร์ซีอุสจึงไม่รู้ว่าเมดูซ่าสวยแค่ไหน?!(ประกอบกับความอยากดังจึงปฏิบัติตามคำแนะนำของอธีน่าอย่างเคร่งครัด!) ในระยะไกลเพอร์ซีอุสมองเห็นเหล่ากอร์กอนกำลังนอนหลับ โดยมีปีกอยู่ข้างกาย แต่ก็ไม่รู้ว่านางไหนคือเมดูซ่าเพราะพวกนางเป็นแฝดสาม! อธีน่าจึงส่งกระแสจิตมาบอกว่า”เมดูซ่าคือคนที่อยู่ใกล้หาด” เปอร์ซีอุสจึงเพ่งมองภาพเบี้ยวๆในโล่นั้นแล้วย่องเข้าไปตัดคอเมดูซ่าขณะกำลังหลับ!(โคตรแมนเลย) โดยไม่รู้ว่าเมดูซ่ากำลังท้องลูกแฝดสอง! ทารกในครรภ์ของนางไหลออกมาพร้อมโลหิตทางคอที่ถูกตัด ทารกทั้งคู่คือ เครอเซเออร์(Chrysaor-ชญนิศา?/ชัยสิทธิ์?/ชยิสรา?) กับ เพกาสุส(Pegasus)!
    เมดูซ่าคงเคยขอพรกับโพไซดอนว่า ถ้านางมีลูกกับโพไซดอน ขอให้ลูกของนางโตในทันทีที่เกิด(นางคงเกรงว่าจะเลี้ยงลูกไม่ได้เพราะคำสาป) และโพไซดอนก็จัดให้ตามคำขอ(อาจเพราะตอนนั้นยังเห่อเมดูซ่าอยู่) เครอเซเออร์จึงโตเป็นหนุ่มในทันทีที่คลอดออกมา(ทางคอ!) แต่เพกาสุสนั้นมีความกล้ากว่าเครอเซเออร์จึงคิดร้องเตือนป้าอีก๒นางที่หลับอยู่ อธีน่าเฝ้ามองอยู่จึงได้สาปให้เพกาสุสกลายเป็นม้ามีปีกเพื่อไม่ให้ปากโป้งบอกใครอีก แต่เพกาสุสในร่างม้านั้นก็ยังส่งเสียงร้องจนกอร์กอนอีก๒นางตื่นมาพบร่างไร้ศีรษะของน้องรัก จึงเกิดโทสะจนผมที่พันกันกลายเป็นรูปงู พวกนางรีบติดปีกและเหาะตามทันทีแต่เพอร์ซีอุสสวมหมวกวิเศษหายวับไป
    หลังจากเมดูซ่าถูกฆ่า หัวของนางที่ตายในถูกสาป(ตายตอนแค้น!)ได้มอบให้อธีน่า
    กอร์กอนอีก๒นางจึงตระหนักว่า เกาะร้างแห่งนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับพวกนางอีกต่อไป(อธีน่าสั่งเก็บแค่เมดูซ่า น่าจะเป็นแค่แค้นส่วนตัวไม่ใช่การทำเพื่อส่วนรวมอย่างที่สร้างข่าว!) พวกนางจึงได้ย้ายไปยังเกาะอื่น ซึ่งหลังย้ายที่อยู่พวกนางก็ฝังใจกับการตายของเมดูซ่าจนเสียจริต ระแวงว่าจะมีคนตามฆ่า เมื่อมีผู้สัญจรผ่านไปมาพบพวกนางเข้า พวกนางก็สาปเป็นหินหมด!(เราคาดว่าเกาะนั้นน่าจะอยู่ในเส้นทางเดินเรือ!)พวกนางกลายเป็นเป็นตัวอันตรายต่อนักเดินเรือ แต่สุดท้าย(หลาย๑๐ปีผ่านไป)พวกนางก็ถูกฆ่าโดย”เฮอร์คิวลิส”บุตรแห่งซุส ยอดวีรบุรุษ? เฮอร์คิวลิสได้แวะไปสังหารพวกนางโดยธนูที่ไม่ต้องเล็ง(ธนุรเวทระดับต่ำ?!)ระหว่างเดินทางไปทำพันธกิจที่๑๐(ตามฆ่าปิดปาก?!) ซึ่งพันธกิจครั้งที่๑๐ของเฮอร์คิวลิส คือ การนำฝูงปศุสัตว์ เจร์เรียน(Geryon-กโยนะ?/กฤติญาณ?/กิรญาณ?)กษัตริย์(หัวโขน?)แห่งเกาะอรายเธีย(Erytheia)ไปให้กษัตริย์ยูริสเธิส(Eurystheus)(ให้เฮอร์คิวลิสไปปล้น?!)
    แล้วเจร์เรียนเป็นใคร? อสูรเจร์เรียนเป็นบุตรของอสูรเครอเซเออร์!(โดนเหมาเป็นอสูรทั้งตระกูล!)กับนางสมุทร ซึ่งเป็น๑ใน๑๐๐๐ของธิดาอสูรสมุทร(คือมีอยู่๑๐๐๐นาง แล้วเครอเซเออร์แต่งกับนาง๑ใน๑๐๐๐นางนั้น) เราคาดว่า หลังเครอเซเออร์เกิด โพไซดอนคงให้ตำแหน่งกษัตริย์(หัวโขน)ปกครองหมู่เกาะอันโดดเดี่ยว?!(ไม่แน่นะป้ากอร์กอนทั้ง๒นางของเครอเซเออร์ อาจย้ายมาอยู่ใกล้หลานเพื่อปกป้องเครอเซเออร์จากการรุกรานและหัวขโมยก็ได้ แต่กลับถูกฆ่าตายในรุ่นเหลนเสียนี่!)
    หน้าทีหลักของเครอเซเออร์ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากเลี้ยงฝูงวัวสีแดงของโพไซดอน(พ่อบังเกิดเกล้าของตัวเอง!) หลังเครอเซเออร์ตายก็ได้มอบบัลลังก์(รึภาระ?)ให้กับเจร์เรียนซึ่งเจร์เรียนนี้บ้างเรียก Geryon บ้างก็เรียก Geryones เพราะเป็นแฝดสาม(อีกแล้วครับท่าน!) แต่ที่ใช้ชื่อเดียวเรียกแฝกสามก็เพราะว่า แฝดทั้งสามมีขาคู่เดียว! ทั้งสามตัวติดกันแค่ช่วงเอวเท่านั้น ลำตัวช่วงบนมี๓ร่าง หัวใจ๓ดวง
    หมอไหนที่ว่าเก่งๆแน่จริงกล้าผ่าแยกมั้ยล่ะเคสปราบเซียนแบบนี้?(พวกกรีกนี่ก็แปลก อะไรที่พิการรึผิดธรรมชาติมันจับให้เป็นสัตว์ประหลาดหมด) เจร์เรียนมีผู้ช่วย(เลี้ยงวัว)๒ตน คือ ออร์ธรุสสุนัขแฝด๒เศียรพี่น้องของเคลเบรุส และ ไฮดรา กับ ยักษ์ยูรีเชิน(Eurytion)บุตร(ลูกลับ?)!ของเอริส! เทพสงคราม!(โฮ้ย!ละครสัตว์ชัดๆ!) ออร์ธรุสนั้นทำหน้าที่เฝ้ายาม(และต้อนวัว?) ส่วนยูรีเชิน เป็นโคบาลดูแลฝูงวัวแดง เมื่อเฮอร์คิวลิสมาถึงเกาะอรายเธียแล้วจึงปีนเขาขึ้นไปสำรวจลาดเลา ออร์เธริสได้กลิ่นผิดปกติ จึงออกตามหาจนพบและพุ่งเข้าใส่เฮอร์คิวลิสทันที! แต่เฮอร์คิวลิสได้ใช้กระบองฟาดมันแค่ทีเดียวดิ้นเลย ยูรีเชินได้ยินออร์ธรุสร้องครวญคราง ก็วิ่งตามมาช่วยแต่ก็ถูกฆ่าอย่างง่ายดาย! แล้วเฮอร์คิวลิสก็จัดการต้อนวัว แต่เกาะนี้นอกจากวัวแดงที่เจร์เรียนดูแลแล้ว ยังมีวัวของยมราชเฮดิสกินหญ้าอยู่แถวนั้นด้วย! เฮอรคิวลิสจึงจับตัว เมโนเธิส(Menoetes)ผู้ดูแลฝูงวัวของเฮดิส แล้วสั่งให้คัดวัวของเฮดิสออกไม่ให้ติดไปกับวัวของเจร์เรียนแม้แต่ตัวเดียว แล้วเฮอร์คิวลิสก็ต้อนวัวไป ฝ่ายเมโนเธิสคงกลัวซวย จึงไปแจ้งเจร์เรียนให้ทราบ ซึ่งโกรธมากและรีบระดมพลติดตามไปเอาวัวคืน สุดท้ายก็ตามทันแต่เฮอร์คิวลิสแผลงศรดอกเดียวเสียบ๓หัวใจเจร์เรียนตาย!(ธนุรเวท?!) บ้างก็ว่าธนูนั้นชุบเลือด(รึ พิษ?)ของไฮดรา! เฮร่า(Hera) เทวราชินีรีบลงมาช่วยเจร์เรียน พลอยถูกธนูเสียบอกด้านขวา ต้องรีบกลับโอลิมปัสรักษาความเจ็บปวด(แล้วบอกว่าเป็นอมตะได้ไงในเมื่อยังมีเลือดเนื้อและเจ็บปวดได้?)
    ฝ่ายเพกาสุสที่ถูสาปเป็นม้ามีปีกนั้นหลังจากเกิดได้บิน(ปลีกวิเวก?)ไปอาศัยหากิน ณ เชิงเขาอันเป็นที่ตั้งเมืองโครินธ์(Corinth) แถวน้ำพุไพรินี(Pirene-ไพรินน์?!) ของกษัตริย์ซิซีเฟิส(Sisyphus-ศศิพัทธ์?!) เวลานั้นเบลเลโลฟอน(Bellerophon)โอรสของกษัตริย์กลอเคิส(Glaucus)ผู้ตายเพราะแข่งม้า และเป็นหลานของซิซีเฟิสถูกท้าทายให้กำจัดคิเมร่า เบลเลโลฟอนจึงคิดว่า การฆ่าคิเมร่าต้องพุ่งหอกจากที่สูงเท่านั้นจึงสำเร็จ! ประกอบกับได้รับคำแนะนำให้ขอความช่วยเหลือจากอธีน่าที่วิหารประจำเมือง(เมืองนี้เป็นเขตปกครองของอธีน่า?) เบลเลโลฟอนจึงไปอ้อนวอนในวิหารจนม่อยหลับไป(โปรดสังเกต เบลเลโลฟอนไม่ใช่ลูกเทพนะ!) ในฝันเบลเลโลฟอนได้รับคำแนะนำว่า ให้ถวายเครื่องบูชา(เครื่องเซ่น?)แก่โพไซดอนเพราะ”เพกาสุสอยู่ในอาณัติของโพไซดอน!(พ่อบังเกิดเกล้าเลี้ยงไว้ดูเล่น?)” ส่วนอธีน่าจะเตรียมเชือกกับบังเหียนทองคำไว้ให้ พอตื่นเบลเลโลฟอนก็พบเชือกกับบังเหียนทองอยู่ข้างตัวจึงทำการถวายบูชาตามธรรมเนียม แล้วพอออกไปน้ำพุก็คล้องเพกาสุสได้อย่างง่ายดาย และยอมให้ขี่ได้ตามใจ จากนั้นเบลเลโลฟอนก็ขี่เพกาสุสไปกำจัดคิเมร่า(โฮเมอร์ว่าคิเมร่ามีหัวเป็นสิงโต๓หัว หางเป็นมังกร ลมหายใจเป็นไฟ แต่ฮีเสียดว่า มี๓หัว สิงโตอยู่กลาง อีก๒หัวเป็นแพะกับมังกร ปลายหางเป็นหัวงู/อยู่ระหว่างตีความ)โดยฉวยโอกาสตอนคิเมร่าหัวสิงโต(หัวกลาง?)อ้าปากคำรามขู่ พุ่งหอกที่มีก้อนตะกั่วเสียบปลายจากที่สูง(เกินกว่าที่คิเมร่าจะพ่นไฟ)แทงเข้าไปในลำคอ ลมหายใจ(ที่ร้อนดั่ง)ไฟ ของมันหลอมก้อนตะกั่วละลายลงไปในท้องและตาย!
    จากนั้นกษัตริย์ไอโอบาทิส(Iobates)แห่งลายเคีย(Lycia)ผู้ท้าทายเบลเลโลฟอนให้ปราบคิเมร่าเกรงกลัวและไว้ใจมอบธิดาและบัลลังก์ให้ กลายเป็นวีรบุรุษแห่งลายเคีย ว่ากันว่าเบลเลโลฟอนฮึกเหิมจนลืมตัวคิดขึ้นไปปราบเทพบนโอลิมปัส!(แต่ทางเราคาดว่า)เบลเลโลฟอนคงจะสื่อสารกับเพกสุสรู้เรื่อง และได้ทราบถึงสิ่งที่เทพกรีกกระทำกับกอร์กอนทำให้รับไม่ได้ รีบขี่เพกาสุสบินไปเขาโอลิมปัสเพื่อล้างแค้นให้เพกาสุส(และคนอื่นๆ?) แต่ปฏิวัติการณ์ล้มเทพเจ้าในครั้งนี้อยู่ในการคาดการณ์ของซุสที่คงอ่านเกมออกนานแล้ว จึงส่งแมลงหวี่(แปลงเป็นแมลงหวี่?)มาตอมตาเพกาสุส ทำให้พยศสลัดเบลเลโลฟอนตกลงไปในดงไม้กลายเป็นวีรบุรุษพิการ(พวกเทพไม่กล้าฆ่า/สาป เพราะเป็นคนของมหาชน?) ส่วนเพกาสุสถูกซุสจับไปใช้บรรทุกสายฟ้า(พ่อมันคงไม่เอา?) บ้างว่าเพกาสุสมีบริวารเป็นตัวเซนทอร์(Centaur)อยู่ที่เขาเพเลิน(Pelion-เพลิน?!(พ-ล-เออ-น)
    แต่นอกจากทายาทกลุ่มนี้แล้ว กลุ่มกอร์กอนยังมีทายาทอื่นอีก(แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก!) เช่น ยักษ์(แฝด)๓หัวหน้าตาดุดัน(และอารมณ์ฉุนเฉียว?) ปากทั้ง๓พ่นไฟได้(ลมหายจร้อนเป็นไฟ?) ชื่อ คาคุส(Cacus-คฤโฆษ?!) อาศัยอยู่ในถ้ำที่เชิงเขาด้านหนึ่งของป่าอเวินทายน์(Aventine) คาคุสทำอาชีพเลี้ยงสัตว์ไว้กิน แต่มีข่าวลือว่าคาคุสชอบกินเนื้อคนมาก เพราะปากถ้ำของคาคุสมีกะโหลกและกระดูกมนุษย์กระจัดกระจายมากมาย(แต่เราคาดว่า กระดูกเหล่านั้นน่าจะเป็นของพวกที่มาขโมยสัตว์ของคาคุสที่ถูกจับได้แล้วเอามาวางขู่มากกว่า!) จึงไม่มีใครกล้าเดินทางรึปลูกบ้านในป่านี้เลย คาคุสเป็นบุตรของ เฮเฟสเทิสเทพนายช่าง(เฮเฟสเทิสเป็นเทพบุตรก็จริงแต่เกิดมาอัปลักษณ์ พอโตเป็นหนุ่มก็พิการขาขาดต้องเอาทองคำมาขาเทียมจนเดินได้เป็นปกติพวกเทพเทวีจึงยอมรับ ได้แต่งงานกับ เทวีงามล้ำอโฟรไดต์ เพราะเดิมทีซุสต้องการนางแต่นางปฏิเสธ ซุสจึงจับนางแต่งกับเทพอัปลักษณ์เฮเฟสเทิสโดยที่นางไม่เต็มใจ จึงประชดโดยการสำส่อนไม่เลือกว่าเป็นเทพรึมนุษย์ เฮเฟสทัสจึงต้องโดดเดี่ยว)กับ นางกอร์กอน เมดูซ่า!!!(เอ…พวกกอร์กอนนี่ชักจะยังไงๆ รึโพไซดอนเลิกไยดีเหล่ากอร์กอนเพราะเหตุนี้?!) เมื่อครั้งเฮอร์คิวลิสต้อนวัวแดงของเจร์เรียนผ่านมายังทุ่งหญ้าของป่านี้ก็ปล่อยให้ฝูงวัวกินหญ้า แล้วหลับไปด้วยความเหนื่อย คาคุสได้ย่องมาขโมยวัวตัวผู้๒ตัว กับ วัวตัวเมีย๔ตัว ที่คาคุสคิดว่าดีที่สุด(อนึ่งการขโมยนี้น่าจะเป็นการแก้แค้นให้เจร์เรียนที่มีศักดิ์เป็นหลานคาคุส?!) แล้วลากหางวัวทั้ง๖ให้เดินถอยหลังเข้าถ้ำแล้วปิดปากถ้ำด้วยก้อนหินใหญ่ ส่วนตนเองขึ้นไปเฝ้าสังเกตการณ์อยูในป่าบนปากถ้ำ รุ่งเช้าเฮอร์คิวลิสตื่นมาพบว่าวัวหายไป หายังไงก็ไม่เจอจึงตัดใจต้อนวัวที่เหลือไปตามลำน้ำ พลันก็ได้ยินเสียงวัวร้อง จึงทิ้งฝูงวัว แล้วตามเสียงวัวไป และพบว่าวัวอยู่ในถ้ำแต่มีหินปิดปากถ้ำอยู่(คาคุสเปิดถ้ำแง้มให้เสียงวัวออกมาล่อเฮอร์คิวลิส?) เฮอร์คิวลิสจึงกลิ้งหินออกและพบวัวอยู่ภายในครบทุกตัว(นี่แสดงว่าคาคุสต้องการพบเฮอร์คิวลิสจริงๆ เฮอร์คิวลิสอุตส่าห์ถอดใจที่วัวหายแล้วยังจะใช้วัวล่อมาอีก) คาคุสโดดลงมาจากปากถ้ำและพ่นไฟจากทั้ง๓ปากใส่เฮอร์คิวลิสทันที! แต่ไฟนั้นทำอะไรเฮอร์คิวลิสไม่ได้เลย(แน่ล่ะก็เป็แค่ลมร้อนนี่ รึเป็นควันจากยาสูบ?) เฮอร์คิวลิสตรงเข้าสู้กับคาคุสและต่อยหน้าคาคุสจนบวมเป่ง คาคุสจึงขอยอมแพ้ เฮอร์คิวลิสจึงปล่อยคาคุสไป(ขี้เกียจฆ่ามั้ง?) เฮอร์คิวลิสยังเคยสร้างวิหารเพื่อรำลึกถึงเจร์เรียนเจ้าของวัวแดงด้วย(ทำเพื่ออะไร?ฆ่าเขาแล้วมานั่งสรรเสริญ/ตบหัวแล้วลูบหลังชัดๆ) และทายาทอีกหนึ่งหนุ่มกอร์กอนที่เราค้นเจอ(ลูกหลานกอร์กอนมีแต่ผู้ชายแฮะ เป็นได้มั้ยว่าคำสาปที่เหล่ากอร์กอนโดนจะมีผลเป็นยีนแฝงในเพศหญิงเท่านั้น เหล่ากอร์กอนจึงขอให้เหล่าเทพ(ที่เป็นสามี)บันดาลให้แต่ลูกชายจะได้ไม่โดนสาป ไม่ก็หวังสูงอยากให้ลูกหลานเป็นชายจะได้ประกอบวีรกรรมแบบพวกครึ่งเทพที่ดังๆมั่ง? รึอาจทั้ง๒อย่างเลยก็ได้) ผู้นั้น คือ โอไรออน!!!(Orion-อุไรอร?=งามอย่างทอง?!)พรานหนุ่มรูปงามประจำกลุ่มดาวนายพราน(เห็นมั้ยกอรกอนไม่ได้มีแต่ลูกไม่สมประกอบนะ ที่หน้าตาหล่อๆก็มี) โอไรออนเป็นบุตรของโพไซดอน กับนางกอร์กอน ยูริอาลี มีพระนางกาย่าเป็นแม่(บุญธรรม) โอไรออนเป็นหนุ่มรูปงาม ชอบล่าสัตว์แต่เด็ก จนโตเป็นบุรุษกำยำสง่างาม วันหนึ่งเที่ยวล่าสัตว์ไปจนถึงเมืองไฮเรีย(Hyria) แห่งเกาะคีออส(Chios) ซึ่งกษัตริย์เออโนเพิน(Oenopion)ปกครอง กษัตริย์องค์นี้มีธิดาเลอโฉมนามว่า เมโรเพ(Merope) โอไรออนหลงรักนางทันทีที่ได้เจอ ซึ่งเมโรเพก็ไม่รังเกียจ แต่เออโนเพินได้ตั้งเงื่อนไข(เพราะคงรังเกียจ)ให้โอไรออนกวาดล้างสัตว์ร้ายที่เพ่นพ่านทำร้ายชาวเมืองให้หมดก่อน(แล้วค่อยคุยกัน) โอไรออนตั้งใจทำงานเต็มที่ ทุกเย็นจะหอบหนังสัตว์ที่ฆ่าได้มาให้เป็นหลักฐาน จนวันหนึ่งก็หาสัตว์ร้ายไม่ได้อีก จึงทวงสัญญาแต่เออโนเพินบ่ายเบี่ยงโดยการให้โอไรออนดื่มเหล้าที่แรงมากๆเป็นรางวัลก่อน! แต่ผลกลับไม่เป็นดังคาดเมื่อโอไรออนเมาแล้วบ้าคลั่งบุกเข้าปลุกปล้ำเมโรเพถึงห้องนอน!!! เออโนเพินรู้เข้าก็โกรธมาก(ถามหน่อย”ใครผิดวะ?”) จึงขอให้เทพไดโอไนเสิส(Dionysus)บิดาของตนช่วยล้างอาย ไดโอไนเสิสจึงส่งเซนทอร์มากล่อมให้โอไรออนดื่มเหล้าจนเมาหมดสติ(พวกครึ่งเทพแพ้เหล้าแบบแซมซั่น?!) เออโนเพินได้ทีควักตาออกทั้ง๒ข้างแล้วให้องครักษ์แบกตัวไปทิ้งทะเล!(เลวทั้งขึ้นทั้งล่อง!) โพไซดอนช่วยไม่ให้จมน้ำตายและให้นางน้ำโหรตรวจชะตาได้ความว่า หากเดินทางไปสู่ขอบฟ้าทิศตะวันออกก็จะได้ดวงตาคืน โพไซดอนหาเรือเล็กให้โอไรออนพายไปที่เกาะเลมนอส(Lemnos)อันเป็นที่ตั้งโรงงานของเฮเฟสเทิส โดยฟังจากเสียงฆ้อนตีเหล็กของยักษ์ตาเดียวซายคลอปส์(Cyclops)(ทานโทษนะแล้วทำไมไม่ไปส่งเองวะโพไซดอนเป็นพ่อโอไรออนแท้ๆ รึไม่กินเส้นกันเพราะแย่งนางกอร์กอน?) ซายคลอปส์เป็นลูกมือเฮเฟสเทิส มี๓ตน คือ ๑.บรอนเทิส(Brontes)/๒.สเตโลเพิส(Steropes)/๓.อาร์เกิส(Arges) และให้เฮเฟสเทิสช่วยกล่อมเทพฝึกงานซีดาเลียน(Cedalion)จนยอมให้โอไรออนขี่คอและตุหรัดตุเหร่ไปจนถึงขอบฟ้าทางทะเลทิศตะวันออก และโอไรออนก็ได้ตาทั้ง๒ดวงคืน(ยังไม่ทราบว่าได้มายังไง) ที่นั้นโอไรออนได้พบกับอีออส(Eos)นางอสุรีที่ถูกอโฟรไดต์สาปให้เป็นฮิสทีเรีย!(จะเรียกว่าซวยรึอะไรดี?) ทั้งคู่ท่องเที่ยวไปเรื่อยจนมาถึงเกาะดีลอส(Delos)ซึ่งอยู่ใกล้เกาะคีออส ทำให้เหตุการณ์ถูกหักหลังบนเกาะคีออสกลับมาในความทรงจำโอไรออนอีกครั้ง! จึงเดินทางกลับไปแก้แค้นเออโนเพิน แต่หาจนทั่วเกาะก็ไม่พบ โอไรออนคิดว่าคงหนีไปอยู่กับปู่มายนัส(Minos)กษัตริย์เกาะครีทในขณะนั้น แต่ที่จริงเออโนเพินรู้อยู่แล้วว่าโอไรออนไม่ตายและจะกลับมาแก้แค้น จึงจ้างเฮเฟสเทิสสร้างห้องใต้ดินไว้ซ่อนตัว!(เจ้าเล่ห์นัก!) โอไรออนจึงรีบแล่นเรือไปเกาะครีททันทีโดยไม่ได้บอกอีออส มาถึงเกาะครีทก็หาเออโนเพินไม่พบอีก แต่พบเทวีอาร์ทีมิส(Artimis)นักล่าสัตว์ที่ไม่สนเรื่องคู่ครอง โอไรออนรู้ใจจึงชวนอาร์ทีมิสออกล่าสัตว์อย่างสนุกสนาน อาร์ทีมิสชอบโอไรออนเพราะไม่หยิ่งและเคารพยกย่องในตัวอาร์ทีมิส แต่อพอลโลพี่ชายแฝดของอาร์ทีมิสระแวงว่าน้องสาวตนจะหลงเสน่ห์โอไรออนซึ่งจริงใจกับรักแรกคือ นางเมโรเพเท่านั้น! จึงไปฟ้องพระแม่กาย่าผู้เป็นย่าของอีออสว่า โอไรออนหักอกอีออสและคุยว่าจะฆ่าปศุสัตว์ให้หมดป่า ทำให้โกรธมาก(ที่ตนเลี้ยงโอไรออนไม่ดี?) จึงยอมให้อพอลโลยืมแมงป่องยักษ์ไปใช้ตามอัธยาศัย! ครั้นโอไรออนเห็นแมงป่องเดินเข้ามาหาตนก็เดาเหตุการณ์ออก จึงยิงธนูสกัดแต่ไร้ผล ใช้ดาบก็ฟันไม่เข้า ทำให้รู้ว่าแมงป่องนี้อาวุธใดก็ทำร้ายไม่ได้จึงโดดลงทะเล(กาย่าให้ยืมแมงป่องมาขู่เฉยๆ?) โอไรออนคิดว่ายกลับไปเกาะดีลอสหวังให้อีออสช่วย โอไรออนว่ายไปเกือบถึงเกาะอยู่แล้ว อพอลโลจึงเรียกน้องสาวมาแล้วชี้ให้ดู บอก(หลอก)ว่า คนที่กำลังดำผุดดำว่ายอยู่นั้นคือผู้ที่ลวงปุโรหิตสาวนางหนึ่งของอาร์ทีมิสไปข่มขืน! อาร์ทีมิสโกรธจัดคิดปกป้องสิทธิสตรีของคนในอาณัตินาง(โอเคเจตนาดี แต่ซื่อไปมั้ย?ทำไมไม่เช็คคนในสต๊อกตัวเองก่อนแล้วค่อยจัดการ?)เลยแผลงศรเงินตรงเข้าทะลุกะโหลกโอไรออน! เสร็จแล้วจึงรีบเหาะเข้าไปดูผลงาน ครั้นรู้ว่านางยิงสหายร่วมล่าสัตว์ก็เสียใจมาก รีบหาแพทย์มาช่วยเยียวยา เกือบสำเร็จอยู่แล้วซุสก็ฟาดสายฟ้าลงมาตัดบทเพราะกลัวลูกหลงใหลโอไรออน!(กลัวว่ากรรมเก่าที่เคยแย่งเมียชาวบ้านจะเข้าตัวมากกว่า!) ด้วยความเสียใจอาร์ทีมิสจึงวาดภาพโอไรออนไว้บนฟ้าเพื่อรำลึกถึงสหายรักตลอดกาล

    ตอบกลับ

  16. นางปีศาจงูทรงอิทธิฤทธิ์ หลอกลวงผู้ชายไปควักหัวใจแล้วย่างไฟกิน !!!

    ตอบกลับ

  17. อะธีนาเป็นเทพแห่งปัญญาคะ พอไปอ่านประวัติของนางจะรักนางมาก แต่ก็อย่างว่า ถ้าขึ้นชื่อตำนานของเมดูซ่า เมดูซ่าก็จะดูน่าสงสารถูกอะธีนารังแก แต่ถ้าไปอ่านตำนานของอะธีนา ก็จะเขียนว่าเมดูซ่าผิดพรหมจรรย์ คนที่น่าสงสารคือคนอ่านอย่างเราต่างหากล่ะคะ แห่ะๆ

    ตอบกลับ

  18. ผมเกลียดโพไซดอน

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: